วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

* - การดูแลสุขภาพจิต - *เทคนิคที่จะทำให้สุขภาพจิตดีมีมากมาย วิธีหนึ่งคนนึง ใช้ได้ผลแต่อีกคนหนึ่งใช้ไม่ได้ก็ต้องเลือกเอาเองว่าจะใช้วิธีใดใช้แล้วดี

อย่าหัดเป็นคนช่างคิด
มีอะไรก็คิดมากไปหมดแล้วหมกมุ่นเกินเหตุอย่างนี้จะนำไปสู่ความเครียดเปล่า ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนอกจากความทุกข์ และสุขภาพจิตเสียแก่เร็ว แต่ไม่ใช่ทำอะไรโดยไม่คิดนะ คนละอย่าง

ไม่ตั้งความหวังไว้สูง ๆ
ทำอะไรต้องดี ทำอะไรต้องสำเร็จ ทำอะไรต้องได้ดั่งใจอย่างนี้ไม่ดีเลยต่อตัวเอง
เพราะสุขภาพจิตเสื่อมเปล่า ๆควรตั้งความหวังไว้แต่ไม่ใช่จริงจังนัก หวังโดย
มีสติดูสภาพความเป็นไปได้ เช่น ตั้งใจมีเงินพอใช้สบาย ๆ ตั้งใจเรียนให้จบปริญญา
ถ้าทำได้ ไม่ใช่ตั้งใจเป็นนางสาวไทย เป็นพระเอกหนังทั้ง ๆ ที่หน้าตาอย่าง
กับปิศาจอย่างนี้เรียกว่าตั้งความหวังโดยขาดสติ หากไม่ตั้งความหวังเลย
ชีวิตก็จะล่องลอยไร้เป้าหมายก็จะทุกข์ใจอีกแต่จะทุกข์ตอนอายุมากเพราะเริ่มลำบาก
ยากจน ดังนั้น ทุกคนควรมีความหวังแต่อย่าหวังอะไรจนเกินพอดีก็จะทุกข์ใจได้

มองโลกในแง่ดีเสมอ
เช่น ถูกเอาเปรียบ รังแก กลั่นแกล้ง ก็ให้คิดเสียว่าเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ช่างหัวมันเถอะเราไม่ทุกข์ใจก็พอ เพราะถ้าเราทุกข์ใจเรื่องยิ่งบานปลายถูกรังแก
ยังทุกข์ใจเข้าไปอีก มองในสิ่งดี ของคนอื่นมาก ๆ จะทำให้ชีวิตสดใส เงินไม่พอใช้ก็มอง
ว่าดีเหมือนกันจะได้รู้จักรสชาติของความจน พยายามมองทุกสิ่งใน
โลกนี้ว่าเป็นเรื่องปกติเสียก็สิ้นเรื่อง

หัวเราะบ่อย ๆ
คุยตลก ดูตลก หาการ์ตูนขำขันอ่านบ้าง ทำอะไรก็ได้ ที่มันทำให้หัวเราะ การหัวเราะช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าช่วยให้แก่ช้า สดใส บางคนเข้าใจผิด
ว่าหัวเราะทำให้เกิดรอยย่นตรงนั้นตรงนี้ ยิ้มกว้างก็กลัวย่น ทุกวันนี้คนหัวเราะ
ง่ายจะลดลงเรื่อย ๆ เพราะสภาพแวดล้อมไม่ดีมีมากขึ้น

ฝึกนั่งสมาธิ
หมายถึงนั่งทำใจให้ว่างเปล่า เพื่อเป็นการช่วยเสริมสุขภาพจิตและผ่อนคลาย
ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ สามารถทำได้ทุกศาสนาเพราะไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นวิธีปฏิบัติตามปกติที่สามารถช่วยทำให้จิตใจสงบและนิ่ง วันหนึ่ง 10-30 นาทีก็ยังดี


ออกกำลังกายกันเถอะ 
โดย วิภาวดี ฟิตเนส เซนเตอร์

       เรื่องของการออกกำลังกาย  เป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงอยู่เสมอ   ในปัจจุบันได้มีการรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น   แต่คนที่จะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องนั้นมีไม่มากนัก สิ่งที่สำคัญของการออกกำลังกายนั้น คือต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  เพราะ  สุขภาพดีไม่มีวางขาย  ดังนั้นเราควรรู้หลักในการออกกำลังกายให้ถูกวิธี โดยต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน อาจจะเริ่มจากวันละนิดละหน่อยและค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่การที่คิดจะเริ่มต้นนี่ล่ะ …  เป็นเรื่องยาก  และหลายๆ    ท่านมักพูดเสมอว่า" ไม่มีเวลา "   1 วัน ตั้ง 24 ชั่วโมง 
       ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ซัก 30 นาทีเป็นอย่างน้อย   อาจจะวันเว้นวันก่อนและเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มวันและเวลาให้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือ… อย่าใจร้อนกับการออกกำลังกาย ควรค่อยเป็นค่อยไปก่อน เพราะการรีบร้อนมักจะทำให้ได้รับการบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

       การออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้บริการเฉพาะในสถานออกกำลังกายหรูๆ หรือไม่ ?  บอกได้เลยว่าไม่จำเป็น   เพราะการเดินหรือวิ่งตามพื้นที่ว่างหรือสวนสาธารณะก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้เหมือนกัน   แต่ที่ปัจจุบันที่คนนิยมเข้า Fitness  กันมากขึ้นเพราะศูนย์  Fitness    มีความสะดวกสบายและมีอุปกรณ์ครบครันทันสมัย   สามารถออกกำลังกล้ามเนื้อได้ทุกส่วนของร่างกาย  และจากประสบการณ์ที่ทำงานกับ   Fitness มานานทำให้ทราบว่า … มีคนจำนวนมากหลงกับกลยุทธ์การขายของ  Fitness  เช่น  การสร้างกระแสความนิยม  ความหรูหราของสถานที่ เวลาไปใช้บริการแล้วกลับผิดหวังเพราะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้หรือบางรายก็สมัครเป็นสมาชิกแล้วไม่เคยไปใช้บริการเลยก็มี   ดังนั้นถ้าคิดจะออกกำลังกายควรมีเป้าหมายที่แน่นอน และมองหา สถานที่ที่มีอุปกรณ์ครบครัน  สะดวกต่อการเดินทาง  ฝากไว้ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ออกกำลังอย่างไรให้ได้ผล

1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และมีความมุ่งมั่น
2. ควรแบ่งเวลาให้เพียงพอและสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย
3. ความสะดวกสบายในการเดินทาง (ไม่ทำให้เสียเวลาไปมาก)
4. อุปกรณ์ครบถ้วนตามความต้องการของตัวท่าน
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพวกไขมัน หรือ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
6. ถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือกระชับสัดส่วน  ควรเลือกสถานที่ออกกำลังกายให้ห่างไกล จากศูนย์การค้า เนื่องจากเมื่อออกกำลังกายแล้วอาจทานมากกว่าเดิม เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วควรกลับบ้านทันที
7. ต้องมีวินัยในตนเองอย่างมาก
8. ควรได้รับการแนะนำที่ถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายและปลอดภัย
9. การออกกำลังกายที่ได้ผลจะช่วยสร้างกำลังใจ  และเป็นสุขนิสัยที่ดี


ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่   Fitness Center รพ.วิภาวดี
“ บริการดี มีน้ำใจ ห่วงใยสุขภาพ ”


บทความโดย
สมชาย  แสงอินทร์  Fitness Trainer
หัวหน้าศูนย์สุขภาพ วิภาวดี
ภาพจาก The Pituitary Foundation

การป้องกันการเกิดโรคท้องร่วง


การป้องกันการเกิดโรคท้องร่วง
1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ

2. ล้างผักผลไม้ให้สะอาด โดยล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือแช่ในน้ำละลายด่างทับทิม หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3. ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียง มีด ช้อน ส้อม ถ้วย จาน แก้วน้ำ และควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

4. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆและผ่านการปรุงที่ถูกต้องปลอดภัย ถ้าจำเป็นต้องนำมารับประทานอีก ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆคือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆคืออุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส

5. ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ เพราะอาหารอาจบูดเน่าก่อนที่เราจะนำมารับประทาน

6. ลวกหอยแครงให้ถูกต้อง โดยลวกในน้ำเดือดอย่างน้อย 1-2 นาทีจึงจะมั่นใจในการรับประทานว่า อร่อยอย่างปลอดภัย ซึ่งจะฆ่าเชื้อโรคและคงรสชาติไว้ได้อีกด้วย 

7. ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำที่กดจากตู้กดทั่วไปเพราะอาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้

8. ควรเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ เลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด ใช้เวลาในการเลือกให้พิถีพิถันขึ้นเพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพดีที่สุด

9. ต้องแยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะเนื้อสัตว์ดิบอาจจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียมา อาหารที่ปรุงสุกควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ควรวางปะปนกัน

10. เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีคือ 5-60 องศาเซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสเชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย จึงควรอุ่นอาหารที่เก็บไว้ในตู้เย็นก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง
การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคท้องร่วง

1. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส สูตรขององค์การเภสัชกรรมหรือองค์การอนามัยโลก ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ 

หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/4-1/2 แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆป้อนที่ละ 1 ช้อนชา ทุก 1-2 นาที ไม่ควรให้ดูดจากขวดนมเพราะเด็กจะดูดกินอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระหายน้ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทันและอาจทำให้อาเจียนและถ่ายมาก แต่ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือนม ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลง และให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่

หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงให้หยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย ซึ่งจะทำให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว

Tip ถ้าไม่มีสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ สามารถทำเองได้ดังนี้
ผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ใส่ลงในแก้ว คนให้ละลายและเข้ากันดี ถ้าดื่มไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมงให้ทิ้งไป แล้วผสมใหม่ 

2. หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากขาดน้ำมาก หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องรุนแรง หรือเวลาถ่ายจะรู้สึกปวดเบ่งตลอดเวลาเนื่องจากเป็นอาการของบิด 

3. ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาดเสมอทุกครั้งหลังจากการขับถ่ายด้วยน้ำและสบู่ เนื่องจากอหิวาตกโรคเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและแพร่ระบาดได้อีกด้วย

4. กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงโถส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วราดตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำยาซักผ้าขาวก็ได้

5. สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยรักษาให้สะอาดเสมอ ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว ทำการซักให้สะอาดและนำออกตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย 

6. ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้
ข้อห้ามเมื่อมีอาการท้องร่วง

1. ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะท้องร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมียารักษา แต่ยังไม่มียาฆ่าเชื้อถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นการกินยาฆ่าเชื้อซึ่งฆ่าได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้และอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ 
2. ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การขับถ่ายเป็นขบวณการขับของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

กุญแจสำคัญสู่สุขภาพผิวดี


กุญแจสำคัญสู่สุขภาพผิวดี


กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เพราะอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อผิวมากกว่าเครื่องสำอางใดๆ ดังนั้นเราจึงควรเลือกอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างถูกต้อง เช่น
        imageอาหารอุดมวิตามินเอ เช่น นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ฟักทอง แคร์รอต ผักบุ้ง ตำลึง อาหารพวกนี้นอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย
        image อาหารอุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อปลา เป็ด ไก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ
        image อาหารอุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผักผลไม้ทั้งหลาย วิตามินซีในผักผลไม้จะช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
       image อาหารอุดมด้วยวิตามินอี เช่น จมูกข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ป้องกันแผลเป็น
       image น้ำมันปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมกา-3 จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดี
       image ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ แม้อารมณ์จะมีความสำคัญโดยอ้อมกับผิวพรรณ แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้สุขภาพผิวแย่ไปด้วย
พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยทำให้ใบหน้าดูสดใสเต่งตึง เนื่องจากผิวได้รับการซ่อมแซมในระหว่างหลับอย่างเต็มที่ การพักผ่อนในที่นี้ยังรวมถึงการผ่อนคลายในรูปแบบต่างๆ ด้วย เช่น การเล่นโยคะ บริหาร่างกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น ออกกำบังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้โลหิตนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับถ่ายพิษหรือของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ ผิวพรรณจึงดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด
ดูแลความสะอาดของผิวพรรณ เป็นวิธีช่วยเพิ่มเสน่ห์ของผิวพรรณได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้ผิวสดชื่นปลอดจากเชื้อโรคหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง การอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) จะช่วยทำความสะอาดผิวหนังได้ดีมาก และยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่หากอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย สำหรับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิวควรมีค่า pH5 หรือน้อยกว่านั้นและควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำชนิดโฟม เพราะทั้งสบู่ที่มีฤทธิ์แรงและโฟมจะทำลายไขมันตามธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนผิว ทำให้ผิวแห้ง หลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี


10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
   ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

กินอะไรให้ความจำดี? 9 อาหารช่วยความจำดี


1. พืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมองและกระตุ้นการหลั่งสารอะซีทิลโคลีนจึงช่วยให้ความจำดีขึ้น

2. ใบบัวบก มีสารที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น 

3. เนื้อสัตว์ มีสารทอรีนที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้นช่วยบำรุงสมอง 

4. ปลาทะเล มีโอเมก้า 3 ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการเกิดพลัค (plaque) ในสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้ 

5. ธัญพืช มีกรดโฟลิก วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าวซ้อมมือ อาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี



6. มะเขือเทศ มีไลโคพีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระซึ่งพบในอาการของโรควิกลจริตและอัลไซเมอร์ 

7. บร็อกโคลี เป็นแหล่งรวมของวิตามินเคที่ช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ 

8. ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ ข้าวซ้อมมือ มีวิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม 

9. เมล็ดฟักทอง มีสังกะสีที่มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความทรงจำ ถ้ารับประทานเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

นอกจากอาหารที่แนะนำมาแล้วนั้นยังมีผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ จากนักประสาทวิทยา สหรัฐฯ พบว่า สารเคมีในช็อกโกแลต ชา องุ่น และผลบลูเบอรี่ช่วยบำรุงความจำได้ โดยช่วยให้เลือดลมในสมองเดินดีขึ้นและหากออกกำลังเพิ่มด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วยให้สมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

หากต้องการให้สมองของเราดีมีความจำที่เป็นเลิศก็อย่าละเลยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์บำรุงความจำ และถ้าจะให้ผลดีก็ต้องรับประทานเป็นประจำด้วยสมองก็จะดีแบบเสมอต้นเสมอปลายค่ะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก nestle ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


รู้ทันอันตรายจากอาหาร






รู้ทันอันตรายจากอาหาร (Lisa)

          ไม่ควรกินหน่อไม้ดิบเพราะมีสารพิษ หรือไม่กินไข่ดิบเพราะอาจทำให้ติดเชื้อ และสตรีตั้งครรภ์ก็ไม่ควรกินเนื้อดิบ
          จริงหรือที่ว่าผลไม้นั้นดีต่อสุขภาพ ในขณะที่มันฝรั่งอบกรอบมีอันตรายแอบแฝง แต่ในความเป็นจริงอาหารที่ดีก็สามารถเป็นอันตรายและทำให้ป่วยได้ หากกินอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การกินเนยกับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าอาหารที่เรากินกันนั้น มีปริศนาซ่อนอยู่และไม่ได้ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับทุกคน อย่างเช่น



1.แอลกอฮอล์ 
        เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากดื่มแอลกอฮอล์มากจะทำลายตับ มีปัญหากับระบบกระเพาะและลำไส้ เยื่อบุปาก ตับอ่อน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความจำ กระดูก และหลอดอาหาร โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้โครงสร้างบางอย่างของทารกเปลี่ยนไป เช่น หัวใจ หู และข้อต่อ
            
                  2.หน่อไม้ดิบ 

ไม่ควรกินหน่อไม้ดิบเป็นอาหาร เพราะมีสาร Cyanogenic Glycoside ที่จะเปลี่ยนเป็นสารพิษเมื่อเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหาร แต่เมื่อผ่านความร้อนจากการปรุง ความร้อนจะทำลายสารพิษดังกล่าว หน่อไม้ก็จะกลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีสาร Silica ที่จะช่วยบำรงผิว ผม เล็บ และกระดูก
            
              3.ไข่
ไข่ไก่

ไม่ควรกินไข่ดิบ เพราะอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องเสีย และเป็นไข้ โดยเฉพาะจะอันตรายมากกับเด็ก ๆ และคนชรา ดังนั้นจึงควรใช้ความร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียสในการปรุงไข่เพื่อฆ่าเชื้อโรค

4.น้ำมันร้อนจัดเกินไป

          หากใช้น้ำมันร้อนจัดเกินไปอาจทำให้เกิดสาร Peroxide ซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่สำคัญ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ต้องสงสัยว่า จะเกิดเนื้องอกและก่อมะเร็ง ดังนั้น จึงไม่ควรทอดน้ำมันที่ใช้ความร้อนเกิน 80 องศาเซลเซียส

5.ปลา

          ทั้งปลา หอย และอาหารทะเลอื่น ๆ ได้รับสารอันตรายจากทะเล เช่น สารปรอท , DDT, Dioxin หรือ PCB หากได้รับสารอันตรายเหล่านี้มากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อเส้นประสาท ทำให้คลื่นเหียน อาเจียน ประสาทหลอน เสียความสมดุล อาจทำให้กล้ามเนื้อ การหายใจ และหัวใจตายด้าน และเพียง 15 นาทีก็จะทำให้เสียชีวิตได้

 6.เนื้อดิบ

เนื้อสัตว์

สตรีตั้งครรภ์ห้ามกินเนื้อดิบ ๆ เพราะแบคทีเรียจากเนื้อดิบอาจเป็นอันตราย หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ต่อตัวอ่อนในครรภ์ หลังจากกินเนื้อดิบอาจก่อให้เกิดอาการคัน ลำไส้อักเสบ หรือน้ำหนักลดซึ่งต้องไปพบแพทย์

          ข้อแนะนำ : เพื่อไม่ให้อาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คุณควรให้ความสนใจกับสิ่งที่กิน อาหารอันตรายก็ควรระวังในการปรุง และกินในปริมาณพอควรเท่านั้น หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้